EP10 : แนวคิด พัฒนาตนเอง ปรับ Mental Models: คิดเชิงระบบ และตามหลักการคณิตศาสตร์

แนวคิด พัฒนาตนเอง personal growth personal development

หลายครั้งเราเพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิต หลงไปว่า เราทำอะไรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไร้สาระ และดูงี่เง่า จนโทษตัวเองบ่อยครั้ง

อยากให้เพื่อนๆ ลอง reflect ตัวเองในทุกๆวัน ด้วยสติที่มี อาจจะเลือกที่จะทำ Journal เขียนลงบนสมุดจนบันทึก หรือ ใน Notion หรือเลือกทำ Meditation เพื่อดูว่าการตัดสินใจในหนึ่งวัน สอดคล้อง กับกรอบความคิดของคนประสบความสำเร็จไหม


กรอบความคิด แนวคิดของคนประสบความสำเร็จที่เราจะพูดถึงวันนี้ก็คือ กรอบความคิด แบบ “คิดเชิงระบบ” และ แบบ “คณิตศาสตร์”

เป็นหนังสือเล่มที่ 3 ใน Series: The Great Mental Models ทั้งหมด 4 เล่ม เขียนโดย Shane Parrish 💁‍♂️

เล่มนี้ เหมาะมากสำหรับ ผู้ประกอบการ ผู้นำ นักการเมือง หัวหน้ากลุ่ม หรือผู้ที่ต้องใช้การตัดสินใจในงานหรือต้องแก้ปัญหาเยอะ อย่างนักลงทุน มันช่วยให้เราตัดสินใจเป็นระบบ มององค์ประกอบย่อยและหาความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือกระทบกันอย่างไร ละเอียดมากขึ้น และสามารถแก้ปัญหาชีวิต ธุรกิจ การงาน ความสัมพันธ์ การลงทุน ในชีวิต ได้อย่างยั่งยืน มีผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว


Mental Model : Systems and Mathematics


การไปเลียนแบบ การกระทำของคนประสบความสำเร็จระดับโลก ไม่ได้ทำให้คนอย่างเรา ประสบความสำเร็จตาม เพราะแต่ละคน ด้วยสิ่งแวดล้อม อาชีพ การงาน ประสบการณ์ที่ต่าง การคิดเหมือนเขาไม่ได้การันตีความสำเร็จของเรา แต่ “กรอบความคิด” นี่ละ สำคัญสุด ด้านล่างเราจะแบ่งแนวคิดสำคัญใน Mental Model เล่มนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ Systems และ Mathematics พร้อมแตกย่อยประเด็นสำคัญเพื่อให้เพื่อนๆนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้แบบง่าย


Mental Model : Systems


Feedback Loops


วงจร Feedback เป็นตัวขับเคลื่อน “Growth” และ การเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มี Feedback ในระบบเลย ระบบจะหมุนวนอยู่ที่เดิมแบบ ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกครั้งที่ได้ผลลัพธ์ ไม่ว่าจาก การลงทุน การทำธุรกิจ การ survey สินค้าจากลูกค้า ล้วนต้องมี feedback เพื่อนำมาปรับปรุงระบบ เปลี่ยนวิธีการ เพื่อทำให้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่เราต้องการ ไม่งั้น คุณก็จะ ทำแบบนั้น ทำเดิมๆ เรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด


และเพราะมันใช้พลังงานเยอะในการทำความเข้าใจ reflect กับตัวเอง จาก Mental Model: of Physics, Chemistry, and Biology เราจะเข้าใจว่า แนวโน้มของพฤติกรรมคน เป็นแบบ ลดพลังงาน หรือ เลือกทางแรงเสียดทานน้อยกว่าเสมอ จะทำให้เรา ไม่น้อมรับ feedback และปรับปรุงระบบ เพราะเราต้องเก็บรักษาพลังงาน เพื่อเจอสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในอนาคตที่อาจต้องใช้พลังงานอีก สิ่งนี้จะทำให้เรา ทำงาน ทำธุรกิจ ลงทุน ใช้ชีวิต สานความสัมพันธ์ ไปในทิศทางเดิมๆ และไม่มีทางทำอะไรให้ดีขึ้นได้เลย


Equilibrium จุดสุมดุล


ในระบบที่อยู่ในจุดสมดุล จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เป็นจุดที่มีแรงขัดกันต้านกันแบบสมบูรณ์ ทำให้เกิดภาวะเสถียรภาพ

ในความเป็นจริง ระบบ มักไม่อยู่ในจุดสมดุล ต่อให้อยู่ในจุดสมดุล ก็อยู่ไม่นาน จะมีแรงต้าน ทำให้ระบบต้องปรับเรื่อยๆ

จุดสมดุล มีทั้งข้อดีและข้อเสียคือ มันมีความเสถียรภาพก็จริง แต่มันมาพร้อมกับ ความเฉื่อยชา


ในชีวิตจริง เราชอบคิดกันว่า เราสามารถใช้ชีวิตไปสู่จุดสมดุลได้ Balance in Life เช่น ซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้น เพื่อเราจะมีพื้นที่ทำงานมากขึ้น หาแฟนได้จะคิดว่ามีความสุขมากขึ้น แต่ความจริงแล้ว ไม่มีจุดไหน เสถียรได้นานเสมอ เมื่อเราถึงจุดสมดุลหนึ่ง เราก็จะหาจุดสมดุลใหม่เสมอ ชีวิตต้องปรับตลอดเวลา ไม่มีอะไรคงที่เป็นระยะเวลานาน เคล็ดลับคือ เราต้องหาจุดสมดุลที่พอดีกับเรา รู้ว่าเมื่อไรควรออกจาก Equilibrium ตรงนั้น เพื่อพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้ามากขึ้น


Bottleneck คอขวด


จุดที่แคบที่สุด ข้อจำกัดของการไหลเวียน จุดอ่อนแอที่สุด เลยเป็นจุดที่บอกความแข็งแกร่งของระบบโดยรวม เป็นจุดที่ทำให้ทุกอย่างในระบบล่าช้า ในความเป็นจริง เรามักจะเพิ่มผลผลิต เร่งปฏิกิริยาหรือผลลัพธ์ให้เกิดเร็วขึ้นจากการปรับ ส่วนหนึ่งของระบบ และคิดว่าจุดอื่นปกติ


Bottleneck เป็นสิ่งที่คนมักจะมองข้าม เพราะมันไม่ได้เห็นชัด

สิ่งที่ทำให้ระบบเคลื่อนได้เร็วที่สุด คือซ่อมแซม คอขวดตรงนี้ ขยายให้ใหญ่ขึ้น ระบบก็จะเร็วขึ้นด้วย อย่าเสียเวลาเพิ่มประสิทธิภาพให้กับส่วนของระบบที่เร็วอยู่แล้ว เพราะยังไงก็ตาม มันก็จะติด คอขวด ตรงนี้อยู่ดี


อย่างไรก็ตาม Bottleneck อาจจำเป็น ด้วยเหตุผลด้าน ความปลอดภัย เช่นระบบ Security Check คนเข้าเมืองในสนามบิน เช็คผู้โดยสารและสัมภาระขาเข้า และขาออก การมี Bottleneck ทำให้ระบบช้าลงก็จริง แต่ถ้าทำเพื่อประโยชน์ของ “ความปลอดภัย” และ “คุณภาพที่ดีขึ้น” มันก็จำเป็นต้องให้ “คอขวด” คงอยู่ในระบบ


Scale การขยาย


ระบบเปลี่ยนทุกครั้งที่มี การขยายไม่ว่า ขยายขึ้น หรือขยายลง อาจดีขึ้นหรือแย่ลง การขยายที่ดีที่สุด ขึ้นกับเป้าหมายและสิ่งที่เราต้องการ

ทุกครั้งที่เราต้องการขยายขอบเขตธุรกิจ หรือเลือกทำอะไรมากขึ้น เราต้องน้อมรับปัญหาที่จะตามมามากขึ้นด้วย ปัญหาที่ตอนยังไม่ขยายจะไม่มีเลย


อย่างถ้าทำธุรกิจขายเค้กวันเกิด ถ้าเราทำเค้ก 4 ชิ้น สำหรับ 4 คน เราอาจทำคนเดียวได้ใน 1 วัน แต่ถ้าจะขยาย ขายจากเค้ก 4 ชิ้น เป็น 400 ชิ้น หรือ 100 เท่า เราทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะทำไม่ทัน เราต้องเปลี่ยนกระบวนการ ตั้งแต่ ซื้อเครื่องอบเค้ก เตาใหม่ที่ใหญ่ขึ้น จ้างคนเพิ่มขึ้น ห้องครัวใหญ่ขึ้น คุมคุณภาพมากขึ้น


สิ่งนี้สอนเราว่า เวลาคุณสร้างธุรกิจอะไรก็ตาม ให้คิดถึงการ Scale หรือขยายเสมอ สร้าง หรือ ออกแบบระบบ ให้มีกรอบความคิดแบบ Scale ในใจ เพื่อรองรับ การเติบโต ของคุณได้แบบไหลลื่น โดยติดปัญหาอื่นๆให้น้อยลงอย่างปัญหาคอขวดที่ต้องเจอตอนขยายใหญ่ขึ้น


Margin of Safety


แนวคิดส่วนต่างความปลอดภัย เป็นอาวุธลับที่เราจะเอาไปใส่ใน ระบบของเรา ป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เราสามารถนำ Margin of Safety ไปใส่ในองค์ประกอบชีวิตเราได้ แค่ถามตัวเองเสมอตอนตัดสินใจว่า ถ้าฉันผิดละ? ถ้าสิ่งนี้ไม่เป็นตามที่ฉันคิดละ? ฉันต้องเตรียมตัวยังไง?

สิ่งนี้ทำให้เราดูเป็นคนระแวง และมันมีต้นทุนเสมอ คุณอาจพลาดโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันทำให้คุณรอดชีวิตได้ เมื่อคนอื่นล้ม และกลับมาเจริญรุ่งเรืองเมื่อคนอื่นได้แค่ เอาชีวิตรอด


Churns


คือการเลิกใช้บริการ เป็นตัวฆ่าธุรกิจคุณได้แบบเงียบๆ เมื่อ user หรือลูกค้าคุณค่อยๆหายไป และหาบางสิ่งบางอย่างที่ใหม่กว่า ธุรกิจคุณจะเติบโตน้อยลง ด้วยความที่ยังมีลูกค้า แต่เหมือนเลือดที่ค่อยๆไหลออกจากร่างกายเราเรื่อยๆช้าๆ มันจะบังคับให้ธุรกิจเราทำอยู่ ถ้าเราไม่ทำอะไรต่อไป ธุรกิจเราก็จะตายแบบช้าๆ


แต่ถ้าเรามองว่า นี่คือโอกาส การปรับระบบให้ตอบสนองกับลูกค้า อัพเกรด เปลี่ยนแปลง ไอเดีย สินค้า ทำให้ธุรกิจเราอยู่รอดต่อไปได้อีก

อย่างไรก็ตาม ถ้าการเลิกใช้บริการ มีปัญหาหลายจุด มันก็ทำลายธุรกิจเราได้เหมือนกัน


Algorithms


อัลกอริธึม เป็นเหมือน สูตรอาหาร สูตรจากการทำงานจากจุด A ไปจุด B

Algorithms ทำให้ระบบทำตามเป้าหมายสำเร็จ ถ้าระบบเรามี Algorithm ที่ชัดเจน เราจะเลี่ยง Noise และเลือกแค่ Signal ที่สำคัญส่งผลกับผลลัพธ์ที่เราต้องการมากขึ้น


Critical Mass (มวลวิกฤต)


เป็นหลักการเพื่อให้เราเข้าใจว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบช้าๆ และอยู่ดีๆก็รวดเร็วแบบไม่ตั้งตัว

ธุรกิจที่อยู่ดีๆ เกือบจะล้มอยู่แล้ว ได้แค่ประคอง แล้วมีปัจจัยอะไรเข้ามาส่งผลกระทบให้ธุรกิจที่เกือบไม่รอด ดันเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด


เมื่อระบบสั่งสม พลังงาน ทรัพยากร แรงงาน และปัจจัยต่างๆมากพอ เมื่อนั้นระบบจะเริ่มดีดตัว จากภาวะที่ไปไม่ค่อยรอด เป็นภาวะที่ก้าวกระโดดขึ้นมา


Emergence การปรากฎตัว


เป็นหลักการที่ Universe บอกเราว่า เมื่อเรารวมหลายสิ่งหลายอย่างเข้าด้วยกัน เราจะได้ผลลัพธ์มากกว่า ผลรวมของหลายสิ่งหลายอย่างนั้น แบบไม่คาดคิด เช่นการเกิดขึ้นของ ยานอวกาศ โต๊ะ ฯลฯ


หลักคิดนี้สอนเราว่า อย่ายึดติดกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว เรียนรู้ทักษะใหม่ เจอคนใหม่ อ่านสิ่งใหม่ๆ ส่วนผสมของหลายๆอย่างนี้ อาจนำเราไปสู่อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในวันข้างหน้า


Irreducibility ไม่สามารถลด หรือแยกออกมาได้


ปัญหาหลายครั้ง ไม่สามารถแยกส่วนออกมาดู ปัญหาย่อยๆได้

เพราะปัญหาใหญ่ในระบบ เป็นสิ่งที่ซับซ้อน และแต่ละส่วนของปัญหามักสัมพันธ์กัน ถ้าเราไปหาเหตุผลในทุกๆส่วนย่อยๆ เพื่อพยายามอธิบายปัญหาใหญ่ๆนี้ มันจะไม่สามารถอธิบายได้อยู่ดี


การน้อมรับว่า เราไม่สามารถแยกปัญหาเล็กๆมาแก้ เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ได้ ทำให้เราต้องใช้หลักการคิดอีกแบบหนึ่ง คือ มองปัญหาให้ใหญ่ขึ้น มองว่ามันซับซ้อน และระบุว่า สิ่งสำคัญอันไหนที่คุณสามารถเปลี่ยนในระบบเพื่อแก้ปัญหาได้


Law of Diminishing Returns

กฎแห่งผลตอบแทนที่ลดลง


เป็นหลักการแนวคิดที่ว่า สิ่งที่ชนะง่ายที่สุดมาตอนแรกเสมอ


ยิ่งเราพยายามที่จะทำให้ระบบดีขึ้นเท่าไร มันยิ่งยากขึ้นที่จะปรับปรุงหรือทำให้ระบบดีขึ้น เหมือนกับการบีบมะนาวตอนแรกที่น้ำมะนาวออกมาเยอะมาก แต่ตอนหลังๆ เราต้องออกแรงมากขึ้นเพื่อจะบีบน้ำมะนาวได้เท่าเดิม


เมื่อคุณเริ่มต้นทำอะไรก็ตาม ธุรกิจ ลงทุน ความสัมพันธ์ สุขภาพ ความพยายามของคุณตอนแรก ง่ายที่สุดเสมอ และเมื่อคุณทำไปเรื่อยๆ มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น มันจะเริ่มยากขึ้น เหมือนกับคนที่เริ่มเรียนรู้ทักษะจาก 0 เป็น beginner ไประดับเฉลี่ย Average ง่ายกว่า คนที่เริ่มเรียนรู้จาก ระดับเฉลี่ย ไประดับ Advance เสมอ


กฎนี้สอนให้เรา ..

ใช้ทรัพยากรแบบมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรด้านเวลา แรงงาน เครื่องจักร ฯลฯ


บางครั้งเราก็ต้องหยุดพยายามเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบหนึ่ง เพราะผลตอบแทนมันน้อยมากแล้ว และเลือกการทำระบบใหม่ หรือสิ่งใหม่ เพราะผลตอบแทนมันได้มากกว่า ถ้าใช้เวลา แรงงาน เท่าๆกัน



Mental Models : Mathematics


ตรรกะหลายอย่างในวิชาคณิตศาสตร์ เราก็สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริง ช่วยเราตัดสินใจทางเลือกดีขึ้นได้ และนี่คือเรื่องของ Mental Model: Mathematics กรอบความคิด แนวคิดตามหลักวิชาคณิตศาสตร์


Sampling การสุ่มตัวอย่าง


เป็นการสุ่มจำนวนตัวอย่างเพื่อหาข้อสรุปกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ เช่นถ้าเราพยายามจะประมาณ ความสูงเฉลี่ย ของคนในเมือง

โดยการสุ่มเลือกจำนวนคนแค่กลุ่มหนึ่งเท่านั้นบนถนน ยิ่งเราเลือกจำนวนคนที่สุ่มมากเท่าไร เรายิ่งมั่นใจเพิ่มขึ้นว่า ความสูงเฉลี่ยของคนทั้งเมืองอยู่ที่เท่าไร


ในโลกความจริง เราต้องเข้าใจว่า คนเก็บข้อมูล หรือนักวิจัย มีเวลาและงบประมาณจำกัด ทำให้ต้องเลือกว่าจะสุ่มเก็บตัวอย่างเท่าไร

และส่วนมากจะเลือก จำนวนสุ่มตัวอย่าง “น้อยที่สุด” เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เขาต้องการ (Statistically Significant)


นี่คือสิ่งที่เตือนเราเสมอ เวลาเราเสพย์ข้อมูลการลงทุนในโลก Social Media ถ้าเราได้ยินว่า ..
“ทุกครั้งที่น้ำมันลง ทองจะขึ้น”

“ทุกครั้งที่หุ้นลง ทองจะขึ้น”

“ทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งประธาน FED คนใหม่ ตลาดจะปรับตัวลง”

ลองย้อนถาม AI ดูว่า มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกี่ครั้ง

จำนวนเหตุการณ์ คือ จำนวนตัวอย่าง


เช่น ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศอเมริกามีการแต่งตั้งประธาน FED ใหม่ทั้งหมดแค่ 6 ครั้งเท่านั้น และโดยเฉลี่ย 4 ใน 6 ครั้ง ตลาดจะปรับตัวลงเฉลี่ยมากกว่า 20% ด้วยจำนวน sampling ที่น้อยมาก เราไม่สามารถเดาได้เลยว่า ตลาดจะปรับตัวลงหรือไม่ และไม่ใช่ข้อมูลที่เราควรเอาเข้ามาเป็นสัญญาณเตือนภัยการลงทุนของเรา เราควรต้องมีเหตุผลอื่นรองรับมากกว่านี้


Randomness การสุ่ม


Randomness เป็นภาวะความวุ่นวาย ที่เราคาดเดาไม่ได้ ควบคุมมันไม่ได้ และเรามักเข้าใจผิด มองเห็น pattern ทั้งที่ความจริงมันไม่มี

เราไปคิดกันว่า เราเก่ง สามารถที่จะชนะตลาดได้ ด้วยทฤษฎีอะไรก็ตามที่เรามองว่ามันเป็น Pattern แต่การสุ่มมันไม่เกี่ยวกับความเชื่อ ลัทธิ การคาดเดาอะไรทั้งสิ้น เราแค่ไปให้ความหมายกับมัน ว่า ตลาดล้มเพราะแบบนี้ ตลาดขึ้นเพราะแบบนี้


เพราะการคาดเดาไม่ได้ของการสุ่ม เป็นองค์ประกอบทำให้ชีวิตเราน่าตื่นเต้น เราเลยชอบไปให้ความหมายกับมัน

ความสุ่มทำให้ตลาดทุนดูน่าสนใจ เพราะเราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้แบบแน่นอน 100% และเป็นเหตุผลหลายครั้งที่การ DCA ใน Index Fund มักจะอยู่รอดระยะยาว และโอกาสชนะมากกว่า การเลือกหุ้นลงทุน สำหรับคนส่วนใหญ่ในตลาด


Regression to the Mean


แนวคิดการถดถอยสู่ค่าเฉลี่ย เป็นคุณสมบัติที่ universe กำลังบอกเราว่า อย่าพึ่งเร็วเกินไปนะ

เป็นแนวโน้มที่ เหตุการณ์หรือผลลัพธ์สุดโต่งที่เกิดขึ้น จะตามมาด้วย เหตุการณ์ที่กลางๆไม่ได้หวือหวา เหตุการณ์ที่รุนแรง ไม่สามารถเกิดซ้ำๆได้แบบต่อเนื่องยาวนาน


เหมือนเวลาตลาดหุ้น Crash หรือตกมา 10% มันไม่สามารถจะตก 10% ได้ทุกวันเป็นระยะเวลานาน มักจะสะสม กรอบแคบๆ ก่อนจะเทลงมาตาม trend ต่อมา


Multiply by Zero


หลักการ x0 คือ 0 x กับอะไรก็ได้ 0 ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่

เป็นแนวคิดเตือนใจเราว่า ถ้าส่วนประกอบบางอย่าง ไม่ว่าในทางวิศวกรรม ทางเศรษฐกิจ ถ้ามันผิดพลาดเมื่อไร ความพยายามทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ และระบบจะล้มเหลวทันที เหมือนที่นักลงทุนต่างหวาดกลัว หนี้ประเทศอเมริกาจะระเบิด ในฐานะนักลงทุน เราทำได้แค่รู้ว่า มันมี x0 ที่สามารถเกิดขึ้นได้อยู่นะ


Equivalence ความเท่าเทียมกัน


เป็นหลักการที่บอกว่า สองสิ่งในระบบเดียวกัน อาจทดแทนกันได้ ใช้แทนกันโดยที่ระบบยังคงเดิม ผลลัพธ์เหมือนเดิม

ช่วยให้เรามองภาพระบบที่ซับซ้อนง่ายขึ้น หา Pattern ที่คล้ายกันในระบบ เราสามารถสับเปลี่ยนหรือเลือกวิธีการแก้ปัญหาอื่น

แต่ได้ผลลัพธ์เหมือนเดิมได้


Surface Area


พื้นผิวสัมผัส บอกว่า สิ่งนั้นสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกมากเท่าไหน ยิ่งพื้นผิวมาก มันก็สัมผัสกับสิ่งภายนอกมากขึ้น

เช่นเดียวกับการรับรู้ของเรา ถ้าเราไปอยู่ในสังคมที่หลากหลาย เราจะได้ไอเดียใหม่ๆและเพิ่มโอกาสสร้างนวัตกรรม

แต่ยิ่งเราขยายการรับรู้ ไปในสิ่งแวดล้อมหลากหลายมากขึ้น บางครั้งจะเป็นข้อเสียมากกว่าข้อดี ข้อเสียคือการรับรู้จะยิ่งอ่อนแอ เพราะสิ่งแวดล้อมกลืนมากเกินไป แค่เราต้องตระหนักว่า ถ้าเราเจอปัญหาจากสถานการณ์ต่างออกไป เราแค่ต้องใช้พื้นผิวสัมผัส หรือการรับรู้ วิธีต่างออกไป


Global and Local Maxima


จุดสูงสุดสมบูรณ์กับจุดสูงสุดสัมพัทธ์ ช่วยให้เราเลือกเปลี่ยนตัวเองเพื่อความสำเร็จ ช่วยให้เรามุ่งสู่เป้าหมาย และตระหนักว่า ก่อนสู่จุดสูงสุด จะมีทั้งจุดสูงและจุดต่ำ เราอาจต้องลงต่ำลงเพื่อปีนสูงขึ้น เลือกเสียสละเล่นเกมระยะสั้น เพื่อชนะในเกมระยะยาว


หลักคิดนี้สอนเราว่า อย่ายึดติดกับสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว เรียนรู้ทักษะใหม่ เจอคนใหม่ อ่านสิ่งใหม่ๆ ส่วนผสมของหลายๆอย่างนี้ อาจนำเราไปสู่อะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในวันข้างหน้า


สำหรับใครอยากอ่านฉบับเต็ม ของผู้แต่ง Shane Parrish สามารถอ่านได้ทาง Blog ชื่อ Farnam Street ได้เลย

เป็นแหล่งรวบรวมทุกเล่มใน Series The Great Mental Models หรือถ้าชอบเก็บเป็น Collection ที่ Kinokuniya Thailand ก็มีน้า ส่วนถ้าใครสนใจแนวคิดเล่มนี้โดยเฉพาะ กดซื้อได้ที่ Kino เลย


ขอบคุณ Mr. Naval Ravikant จากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant ที่ Eric Jorgenson เป็นคนเขียน ทำให้เราได้รู้จัก Mental Model นี้


Leave a Reply

Discover more from BEW'S FORESIGHT

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading