เพราะ Project หลักที่เราอยากจะสร้างคือ Anijjung Eco Village แบบ Decentralization เราเลยลองหาการนำ Cryptocurrency มาใช้ในโลกเสมือน เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อเรื่องความเป็นไปได้ โลกเสมือนจำลองที่ว่า ใช้ concept ของ Decentralized Finance ชื่อเกม DEFI-ISLAND พัฒนาโดย XRP
หลายคนอาจจะไม่โอเคกับการใช้เหรียญ XRP ใน Decentralized World เพราะด้วยตัว XRP เอง concept ค่อนข้างจะย้อนแย้ง XRP ไม่ใช่ Decentralized แบบ Bitcoin, Ethereum แต่มันเป็น Centralized Cryptocurrency เน้นลูกค้าสถาบันและธนาคารเป็นผู้ใช้บริการตั้งแต่เริ่มแรก
เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ใน Cryptocurrency มอง XRP เป็นแบบ Centralized หรือรวมศูนย์มากกว่าการกระจายศูนย์
1. โครงสร้างการถือครองเหรียญ (Token Distribution)
- การกระจายตัวของเหรียญอยู่กับบริษัท Ripple: ในช่วงเริ่มต้นก่อตั้ง เหรียญ XRP จำนวน 100,000 ล้านเหรียญถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดในครั้งเดียว (Pre-mined) โดยส่วนใหญ่ถูกถือครองและจัดการโดยบริษัท Ripple Labs
- กลไก Escrow Control: บริษัท Ripple ทำการล็อคเหรียญส่วนใหญ่ไว้ในระบบ Escrow และทยอยปลดล็อคออกมาขายเพื่อระดมทุนและขยายธุรกิจเดือนละ 1,000 ล้านเหรียญ แม้จะมีส่วนที่เหลือล็อคกลับไป แต่ตลาดก็ยังมองว่า Ripple มีอิทธิพลต่อปริมาณ Supply ในตลาดสูงมาก
2. กลไกฉันทามติและการรัน Node (Consensus Mechanism)
- ไม่ใช้ Proof of Work / Proof of Stake: XRPL ไม่ได้ใช้การขุดแบบ Bitcoin หรือการ Staking แบบ Ethereum แต่ใช้กลไกที่เรียกว่า Ripple Protocol Consensus Algorithm (RPCA)
- Unique Node List (UNL): ในการยืนยันธุรกรรม ผู้รัน Node จะต้องเลือกใช้รายการ Node ที่น่าเชื่อถือ หรือ UNL ซึ่งในทางปฏิบัติ โหนดที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดมักเป็นโหนดที่บริษัท Ripple แนะนำหรือบริหารจัดการเอง ส่งผลให้การควบคุมการยืนยันธุรกรรมจำกัดอยู่ในกลุ่มผู้ตรวจสอบที่ผ่านการคัดสรรแล้ว
3. การควบคุมการพัฒนาและการใช้งานในระดับองค์กร
- ทิศทางโค้ดและการพัฒนา: แม้ว่า XRP Ledger จะเป็น Open-source แต่ทีมงานวิศวกรหลักที่พัฒนาและอัปเกรดโปรโตคอลคือบริษัท Ripple Labs
- เน้นลูกค้าสถาบันและธนาคาร: Ripple ออกแบบระบบโดยมุ่งเน้นให้บริการสถาบันการเงินและธนาคารในการโอนเงินข้ามประเทศ (Cross-border payments) จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งต่างจากอุดมคติของ Decentralized คริปโตแบบดั้งเดิมที่เน้นระบบไร้ตัวกลางและต่อต้านระบบธนาคาร
มุมมองอีกด้าน (ความพยายามกระจายศูนย์)
ทาง Ripple และกลุ่มผู้สนับสนุน XRP ชี้แจงว่าระบบมีความเป็น Decentralized เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเหล่านี้:
- Node ของ Ripple มีสัดส่วนน้อยลง: ปัจจุบันโหนดของ Ripple มีสัดส่วนต่ำกว่า 20% บน Default UNL และโหนดที่เหลือเป็นของสถาบันศึกษา มหาวิทยาลัย และองค์กรอิสระอื่นๆ
- Ripple ไม่สามารถสั่งระงับบัญชีได้: Ripple ไม่สามารถยึดเหรียญ XRP ในกระเป๋าของผู้ใช้ หรือยกเลิกธุรกรรมบน XRPL โดยลำพังได้ หากไร้ความเห็นชอบจาก Node ส่วนใหญ่ในเครือข่าย
โดยเรา login เข้าไปเป็น avatar ใช้ชีวิตบนเกาะ DEFI ที่ตัดขาดจากโลก พึ่งพาแค่ทรัพยากรสำคัญต่อการดำรงชีวิตบนเกาะนั้นเกาะเดียว บนเกาะจะมีหลาย Token แบ่งตามทรัพยากรสำคัญตามนี้
- AGR Token สำหรับแลกซื้อผัก ผลไม้ สินค้าเกษตร
- AQUA Token สำหรับแลกน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค
- ENERGY Token สำหรับแลกพลังงานไฟฟ้า
เราสามารถเลือกที่จะค้าขายกับใครก็ได้ ที่ครองแหล่งทรัพยากร ปลูกผัก สร้างแหล่งกำเนิดพลังงาน และก่อนที่จะเกิดการค้าขายขึ้น เราจะต้องสร้าง Trust line ก่อน มันคือการสร้างความเชื่อมั่นระหว่าง 2 ฝ่าย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน Token ในโลกเสมือนนี้
Trust Line คือสิ่งที่ Bitcoin และ Ethereum Blockchain ไม่มี เวลาเราจะซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินกัน ผู้โอนกระเป๋า Bitcoin Wallet นาย A สามารถโอนเข้ากระเป๋า Bitcoin Wallet ของนาย B ได้ ถึงแม้ว่านาย B จะไม่ต้องการก็ตาม
บทบาทในเกม
เริ่มแรก เราต้องซื้อแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ในครัวเรือน จ่ายด้วย XRP อุปกรณ์จะใช้ผลิตไฟฟ้าและส่งทรัพยากร “น้ำ” สู่บ้านเรา ใช้ XRP ซื้อแปลงผักมาเพาะปลูก หรือพืชผักกินเองได้ และเราสามารถสร้าง Token ของเราเองได้ ขึ้นกับว่าผู้คนในชุมชนเขาเชื่อเรา จะสร้าง trust line เพื่อรับ Token ของเราไหม
Self-Sufficiency ในโลกแห่งความเป็นจริง
การพึ่งพาในแหล่งชุมชนกันเอง หรือการพึ่งพาตัวเอง สุดท้ายจะนำไปสู่การล่มสลายสำหรับอารยธรรม
Matt Ridley ผู้เขียนหนังสือ The Rational Optimist เขาย้ำว่า “Self-sufficiency” การพึ่งพาตนเอง หรือ การอยู่อย่างโดดเดี่ยวนำไปสู่ความถดถอยและล่มสลาย ถ้ามองในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์และวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เพราะมันไม่ทำให้เกิด Division of Labor การแบ่งงานกันทำ ที่นำไปสู่ ความเชี่ยวชาญ หรือ Specialization ซึ่งเพิ่มผลผลิต และทำให้เกิด นวัตกรรม Innovation เพื่อทำให้สังคมโดยรวมเติบโตขึ้น
การนำ Blockchain มาใช้กับ Anijjung Eco Village
ข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Blockchain คือความโปร่งใส ถ้าเรานำมาใช้ใน Anijjung Eco Village ก็จะช่วยเพิ่มความยุติธรรมระหว่างทุกฝ่าย ช่วยให้สมาชิกบริหารทรัพยากร การแลกเปลี่ยน และการตัดสินใจร่วมกันอย่างโปร่งใส โดยไม่จำเป็นต้องฝากทุกอย่างไว้กับผู้ดูแลส่วนกลาง ด้านล่างเราจะจำแนกข้อดี กับข้อเสีย ของการนำ Blockchain เข้ามาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงกับ Anijjung Eco Village
Benefit from Blockchain Adoption
- บันทึกแหล่งที่มาของอาหาร ตั้งแต่ผู้ปลูก วิธีเพาะปลูก การตรวจสารเคมี ไปจนถึงการส่งมอบ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นเรื่องอาหารปลอดภัย
- ติดตามการผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน อย่าง Solar Energy บันทึกการแบ่งปันหรือซื้อขายพลังงานส่วนเกินภายในชุมชน
- สร้างระบบเครดิตหรือ Community Token สำหรับแลกเปลี่ยนอาหาร พลังงาน แรงงาน ทักษะ และบริการ ลดการพึ่งพาเงินสด ทองคำ หรือ Currency เพียงอย่างเดียว
- ใช้ Smart Contract จัดสรรผลประโยชน์อัตโนมัติ เช่น รายได้จากฟาร์ม พลังงาน ที่พัก หรือกิจการส่วนกลางตามกติกาที่ตกลงไว้
- ทำให้กองทุนชุมชนและ Anijj Vision Fund ตรวจสอบได้ เช่น เงินเข้าจากไหน ใช้กับโครงการใด และสร้างผลลัพธ์อะไร
- บันทึกสิทธิการเป็นสมาชิก สิทธิใช้พื้นที่ หรือสิทธิรับผลประโยชน์อย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องแทนที่กรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย
- สนับสนุน Community Governance ให้สมาชิกเสนอแนวคิด ลงคะแนน และตรวจสอบประวัติการตัดสินใจได้
- สร้าง Digital Identity และประวัติการมีส่วนร่วม เช่น การทำงานอาสา การแบ่งปันองค์ความรู้ หรือการดูแลทรัพยากร
- เชื่อมต่อผู้ผลิตรายย่อย นักลงทุนเพื่อสังคม มูลนิธิ และผู้สนับสนุนจากภายนอก พร้อมแสดงผลกระทบด้านอาหาร พลังงาน งาน และสิ่งแวดล้อม
- ลดความเสี่ยงจากข้อมูลถูกแก้ไขย้อนหลังหรือการบริหารแบบไม่โปร่งใส เพิ่มความต่อเนื่องแม้ผู้ดูแลโครงการเปลี่ยนไป
Disadvantages from Blockchain Adoption
- ต้นทุนพัฒนาและดูแลสูง ต้องมีนักพัฒนา ระบบรักษาความปลอดภัย การตรวจสอบ Smart Contract และการอัปเดตระยะยาว
- ใช้งานยากสำหรับสมาชิกทั่วไป เช่น Wallet, Private Key, Seed Phrase และค่าธรรมเนียมธุรกรรม อาจทำให้ผู้สูงอายุหรือผู้ไม่ถนัดเทคโนโลยีถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
- ข้อมูลบน Blockchain ไม่ได้จริงเสมอไป ระบบป้องกันการแก้ไขย้อนหลังได้ แต่ไม่สามารถรับรองว่าข้อมูลที่กรอกครั้งแรกถูกต้อง เช่น ผู้ปลูกอาจบันทึกว่า “ปลอดสาร” ทั้งที่ไม่มีการตรวจสอบจริง
- แก้ไขข้อผิดพลาดได้ยาก หากโอน Token ผิดบัญชี บันทึกข้อมูลผิด หรือ Smart Contract มีช่องโหว่ ธุรกรรมอาจย้อนกลับไม่ได้
- เสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สิน สมาชิกที่ทำ Private Key หาย ถูกหลอก หรือถูกแฮ็ก อาจสูญเสีย Token และสิทธิที่เชื่อมโยงไว้
- ความเป็นส่วนตัวเป็นปัญหา ประวัติธุรกรรม การใช้พลังงาน การรับอาหาร หรือพฤติกรรมสมาชิกอาจถูกนำมาวิเคราะห์จนระบุตัวบุคคลได้
- Smart Contract แข็งเกินไป กติกาที่ทำงานอัตโนมัติอาจไม่เข้าใจเหตุฉุกเฉิน ความเจ็บป่วย หรือความเปราะบางของสมาชิก ซึ่งต้องอาศัยความเมตตาและวิจารณญาณของมนุษย์
- Governance อาจไม่เป็นประชาธิปไตย หากสิทธิลงคะแนนขึ้นกับจำนวน Token คนที่มีเงินมากอาจมีอำนาจมากกว่าสมาชิกที่ลงแรงดูแลชุมชน
- Token อาจสร้างการเก็งกำไร ราคา Token อาจกลายเป็นเป้าหมายสำคัญกว่าความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และคุณภาพชีวิต
- มีความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี โดยเฉพาะ Token ที่ขายให้บุคคลภายนอก ให้ผลตอบแทน หรือผูกกับรายได้ ที่ดิน และมูลค่ากองทุน
- พึ่งพาโครงสร้างภายนอก แม้จะเรียกว่า decentralized แต่ระบบยังต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต ผู้ให้บริการ Wallet, Oracle, Exchange และนักพัฒนาที่ดูแลระบบ
- อาจไม่คุ้มกับขนาดชุมชน สำหรับหมู่บ้านขนาดเล็ก ฐานข้อมูลปกติ ระบบบัญชีเปิดเผย และคณะกรรมการที่ตรวจสอบได้ อาจถูกกว่าและใช้ง่ายกว่า
- กระทบความสัมพันธ์ในชุมชน การบันทึกและให้คะแนนทุกกิจกรรมอาจเปลี่ยนวัฒนธรรมการช่วยเหลือกัน ให้กลายเป็นความสัมพันธ์แบบ “ทำทุกอย่างเพื่อแลก Token”
- ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้เครือข่ายแบบ Proof of Stake ใช้พลังงานน้อยลงมาก แต่ยังมีภาระจากเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์
ข้อเสียของการใช้ Blockchain ใน Anijjung Eco Village ก็คือ ความซับซ้อน ต้นทุน และความเสี่ยงที่สูงขึ้น เพราะงั้น หลักคิดที่เหมาะสมสำหรับ Project นี้อาจจะเป็น การนำ Blockchain มาใช้เฉพาะจุด และถ้าต้นทุนรวมหลายอย่างไม่คุ้ม การไม่ได้ใช้ Blockchain ใน Anijjung Eco Village ก็ไม่ได้ทำให้ Core Value ตกไปแต่อย่างใด
