EP15 : Old Wisdom – Peter Lynch

Peter Lynch Beating the Street Summary

วันนี้เราจะมาพูดถึงตรรกะความคิด ชุดความรู้ด้านการลงทุน หรือ Old Wisdom ของ Peter Lynch กัน สำหรับเพื่อนๆที่เข้ามาสายลงทุนใหม่ๆ และเริ่มอ่านหนังสือลงทุน จะรู้จักเขาเป็นผู้แต่งหนังสือ Bestseller อย่าง Beating the Street, Learn to Earn และ One Up on Wall Street เป็นหนังสือที่เขียนในช่วง 1990-2000 ช่วงปีที่เราเกิดพอดี

Peter Lynch คือใคร

เขาก็คือ นักลงทุนผู้บริการกองทุน “Magellan Fund” กองทุนชื่อดังของ Fidelity Investments ซึ่งเป็นผู้ออก ETF ที่เราซื้อลงทุนกัน เป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์และให้บริการทางการเงินที่ใหญ่อันดับต้นๆในโลกจากสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1946 และเป็นกลุ่มบริษัทแนวเดียวกับ BlackRock, Vanguard และ State Street Global Advisors นั่นเอง

หนังสือที่เรากลับมาอ่านใหม่ซ้ำอีกรอบ หลังไม่อ่านเกือบ 10 ปี ก็คือเล่มนี้เลย Beating the Street

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตั้งแต่ตอนที่เราอ่าน Chapter แรก เราพบว่า มนุษย์นักลงทุนนั้น ไม่ได้มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเลย ไม่ว่าจะ 30 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว หรือพฤติกรรม ณ ปัจจุบัน และมันทำให้สะท้อนมองตัวเองด้วย ว่าเรากำลังทำสิ่งที่ผิดพลาดซ้ำๆที่ Peter Lynch ได้พูดในเล่มหรือเปล่า สิ่งที่เราสรุปได้ก็ตามนี้

ข้อควรรู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่

  • ในรอบ 70 ปีที่ผ่านมา ตลาดปรับฐานลดลง 10% ขึ้นไป ทั้งหมดประมาณ 40 กว่าครั้ง (เฉลี่ยเกิดขึ้นได้ประมาณ 1 ครั้งทุกๆ 2 ปี และการปรับฐานใหญ่ที่ตลาดตกลงมากกว่า 30% ขึ้นไป ใน 40 กว่าครั้งนั้น มีอยู่ประมาณ 13 ครั้ง
  • นักลงทุน เสียเวลา อย่างมากกับการไป Timing the Market เพราะต่อให้ฉลาดแค่ไหน ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่า จะเกิด Correction เมื่อไร และ นักลงทุนมักเสียเงินไปกับการพยายามคาดเดาหรือเตรียมตัวรับมือกับ Correction มากกว่าเงินที่เสียไปจริงๆในตอน Correction ที่เกิดขึ้นจริงเสียอีก
  • ยังไงก็ตามในระยะยาว หุ้นจะให้ผลตอบแทน ดีกว่าสินทรัพย์อื่นๆอย่าง ทอง น้ำมัน และพันธบัตรเสมอ สิ่งสำคัญคือ เราต้องอยู่ในตลาดเป็นเวลานานที่สุด โดยไม่เลือกที่จะขายหุ้น แบบไม่จำเป็นออกไป แต่ขายหุ้นเมื่อถึงเกณฑ์ที่เราต้องขายออกไป หรือ Story ของหุ้นดูน่าสงสัยในขณะที่รายได้และกำไรก็ลดลงด้วย ถ้าหุ้นตัวไหนที่ราคาลง ทั้งที่รายได้และกำไรเพิ่มขึ้น นี่คือโอกาสการลงทุนที่ดี
  • Peter Lynch เองก็เอาเงินลงทุนทั้งหมดอยู่ในหุ้น และเลือกที่จะลงทุนแบบ Stockpicking หรือเลือกหุ้นรายตัว มากกว่าการซื้อ Mutual Fund แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในตลาดจะเลือกลงทุนแบบ Mutual Fund เพราะเขาไม่มีเวลาที่จะศึกษา วิจัยหุ้นรายตัว หรือหลายคนก็เข้ามาตลาด และลงทุนในหุ้นเหมือน “เล่นเกม” ที่หวังแค่ การชนะ จากกำไรเล็กน้อยในระยะสั้น หรือ Immediate Gratification และไม่สนใจผลระยะยาว
  • พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาด : เขาบอกว่า ตลาดหุ้นมักดึงดูดคนที่มี High IQ เข้ามา คนที่ได้เกรด A แต่ก็ได้เกรด F ในโลกการลงทุนที่มีเยอะแยะในตลาด และพฤติกรรมนี้ ในมุมมองส่วนตัวของเรา ไม่เปลี่ยนเลย หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นช่วงที่เราเกิดพอดี 30 กว่าปีที่แล้ว แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นสมัยก่อน กับปัจจุบัน ก็ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ

นี่ก็แปลว่า .. เราสามารถใช้ Mental Model หรือวิธี คำแนะนำของ Peter Lynch นำมาปรับใช้กับการลงทุนเราได้เหมือนกัน และ Peter Lynch ก็แนะนำให้ มีหุ้น มากกว่าหรือเท่ากับ 5 ตัว และไม่ควรมากเกินไป ให้มีจำนวนหุ้นเท่าที่เราจะตระหนักรู้ข้อมูล และสามารถ Monitor หุันทุกตัวที่เรามีอยู่ใน Portfolio ได้

สมมติใน Portfolio เราคัดเลือกหุ้นมาได้ 5 ตัว เขาบอกว่า ในหุ้นเติบโต หรือ Growth Stock ทั้งหมด 5 ตัวนี้ บ่อยครั้งมักพบว่า

  • 3 ตัว จะได้ผลตอบแทนเป็นไปตามที่เราประเมินไว้ ตามค่าเฉลี่ยที่คาดหวัง
  • 1 ตัว จะให้ผลตอบแทนแย่มาก หรือเจอสถานการณ์สูญเสียที่เราคิดไม่ถึงเลยทีเดียว
  • อีก 1 ตัว จะให้ผลตอบแทนที่น่าประหลาดใจ หรือผลตอบแทนหลายเท่าแบบไม่คาดคิด

คำแนะนำสำหรับคนใช้กฎตัดขาดทุน 10%

Peter Lynch แนะนำว่า ถ้านักลงทุน ใช้กฎตัดขาดทุน 10% คุณจะพลาดหุ้นดีๆไปหลายหุ้นเลย และจะโดนตัดขาดทุนหลายครั้ง ก่อนที่หุ้นนั้นจะทำขาขึ้นรอบใหม่หลายเด้ง เขาบอกว่า ถ้าคุณทนการเห็นผลขาดทุนในพอร์ตไม่ได้ถึง -25% คุณจะไม่มีวันได้กำไรมหาศาลจากตลาดหุ้นได้เลย แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า เขาไม่ได้เลือกหุ้นตาม กูรูทางการเงินใน Youtube Tiktok Meta แต่เขาวิเคราะห์หุ้นนั้นเองโดยตรง

ประเด็นนี้ส่วนตัว เราว่าน่าสนใจมาก เพราะหลายครั้ง เครื่องมือทาง Technical พัฒนาขึ้นเยอะมาก ต่างจากสมัยตอน Peter Lynch เมื่อก่อนต้องขีดเขียนกราฟ Indicator สถิติ ผ่านกระดาษ แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือ Online จาก Tradingview สะดวกใช้กว่าเมื่อก่อนที่ต้อง Plot เองเยอะมาก เราจะพบว่า ถ้าเราใช้ Automatic Stop Loss หรือกฎตัดขาดทุน เราก็จะพลาดหุ้นดีๆบ่อยมากๆ ที่มันขึ้นไปหลายเด้ง


กรณีของโรงเรียน St.Agnes

Peter ยกตัวอย่าง การประสบความสำเร็จของเด็กๆในการเลือกหุ้น ที่ไม่เกี่ยวกับนักลงทุนโด่งดังพอๆกับดาราหรือนักการเมืองสมัยนั้น Peter Lynch ได้กล่าว โรงเรียนแห่งหนึ่งชื่อ St.Agnes คุณครูให้นักเรียน เกรด 7 ของที่นั่นเลือกหุ้น ในชมรมที่เกี่ยวกับการลงทุน และผลก็คือ ผลประกอบการลงทุน ดีกว่านักลงทุนผู้เชี่ยวชาญใน Wall Street ส่วนใหญ่และดีกว่าตลาด S&P500 อีกจ้า ..

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การคัดเลือกที่หุ้นที่ดี ไม่เกี่ยวกับวุฒิบัตร ปริญญา หรือ M.B.A. จากสถาบันชื่อดังในสหรัฐอเมริกาเลย ทีนี้ Peter เลยไปสัมภาษณ์คุณครูที่ St. Andes แล้ววิธีของคุณครูก็คือ กำหนดว่า นักเรียนต้องเลือกหุ้นที่ตัวเองสามารถอธิบายว่าขายอะไร บริการอะไรได้เท่านั้น และสามารถเขียนบนหน้ากระดาษเปล่าอธิบายเหตุผลของการซื้อได้ รายได้และกำไรมีแนวโน้มเติบโต และอื่นๆอีกมากมาย ด้านล่างคือตัวอย่าง คติพจน์ที่เด็กๆโรงเรียน St.Agnes ท่องจำจนขึ้นใน เพื่อนๆสามารถนำไปปรับใช้กับการลงทุนของตัวเอง เพื่อป้องกันการผิดพลาดโง่ๆที่เราอาจจะทำบ่อยๆโดยไม่รู้ตัว

คติพจน์การลงทุนของเด็กๆ

  • บริษัทที่ดีจะเพิ่ม เงินปันผล ทุกปี
  • เราสามารถสูญเสียเงินได้ในระยะเวลาสั้น แต่มันใช้เวลานานกว่าจะหาเงินได้มา
  • เราสามารถหาเงินได้เยอะในตลาดหุ้น แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า เราสามารถเสียเงินเยอะในตลาดหุ้นได้เช่นกัน
  • เราไม่ควรจิ้มหุ้น เราควรทำการบ้าน
  • เราไม่ควรซื้อหุ้น เพราะมันถูก แต่ควรซื้อเพราะ เรารู้จักหุ้นตัวนี้ดี
  • การที่หุ้นลง ไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่ลงต่ำกว่านี้อีกแล้ว
  • อย่าตกหลุมรักหุ้น ให้เปิดใจตลอดเวลา
  • เมื่อเราลงทุนในตลาดหุ้น เราควร กระจายความเสี่ยง
  • การซื้อหุ้นกลุ่ม Utilities (หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค) ดี เพราะมีปันผลสูง แต่คุณจะหาเงินได้ถ้าลงทุนในหุ้นเติบโต
หุ้นกลุ่ม Utilities หรือหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค คืออะไร

หุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจให้บริการ สิ่งอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม “ขาดไม่ได้” ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงเติบโตหรือถดถอยก็ตาม อย่าง หุ้นบริษัท ไฟฟ้าและพลังงาน ประปา การจัดการน้ำ สิ่งแวดล้อม มีกระแสเงินสดมั่นคง จ่ายปันผลสูง มีลักษณะค่อนข้างผูกขาด

ด้านบน คือ พฤติกรรมง่ายๆที่นักลงทุนสามารถทำได้ทุกคน แต่จะเห็นได้ว่า หลายคนละเลยไป และไปเลือกลงทุนอย่างกับเป็น “Fun Money” ทำว่าลงทุนเหมือนของเล่น ลงทุนเลือกหุ้นสนุกๆเล็กน้อย จนสุดท้ายก็เสียบ่อยๆจนล้มเลิกที่จะลงทุน ออกจากตลาด เลิกเลือกหุ้น และไปลงทุนในกองทุนท้ายที่สุด

จากผลประกอบการของเด็กๆที่เลือกหุ้นเติบโตมากกว่า S&P500 ใน 2 ปีนั้น แสดงให้ Peter Lynch ลงความเห็นว่า นี่คือข้อได้เปรียบของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งต่างออกจากผู้จัดการกองทุนที่ต้องเลือกหุ้น และต้องปรับเปลี่ยน Position บ่อยเพื่อรายงานผลประกอบการรายไตรมาสให้นักลงทุนที่ซื้อกองทุนบ้าง จนต้องขาย Winner ออกไป

ก่อนจะจบบทความนี้ ขอบอกว่า มี Wisdom ในหนังสือเล่มนี้อีกเยอะมากกก ก ไก่ ล้านตัว และที่เขียนในบทความวันนี้เป็นเพียงแค่บทแรกเท่านั้นของหนังสือเล่มนี้เท่านั้น !!

เราเลยต้องหยิบมาอ่านและกลั่นกรองใหม่ เพื่อทบทวนตัวเองให้ลงทุนในตลาดระยะยาวมากที่สุด และไม่กลัวข่าว การล่มสลาย ไม่ว่าจะตลาดหุ้นอเมริกา หรือตลาดหุ้นอะไรในโลก เพราะแม้แต่ 1987 Peter Lynch ช่วง The Great Depression ก็ผ่านมาได้แบบชิวๆ ถึงแม้จะเป็นปีที่เขา Underperform S&P500 แต่ปีอื่นๆก็กลับมาได้อย่างงดงาม ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 29.2% ต่อปีในช่วงปีที่เขาบริหาร Magellan Fund ทั้งหมด

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Beating The Street


Leave a Reply

Discover more from BEW'S FORESIGHT

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading