EP11 : รีวิว Blu Green Token ลงทุนรักษ์โลก คุ้มเสี่ยงไหม? เจาะลึกก่อน IPO Q3 นี้

รีวิว ลงทุน ICO คาร์บอนเครดิต ป่าชายเลน

เพื่อนๆน่าจะเคยได้ยินคำว่า “Net Zero” และ “Sustainability” กันบ่อยๆ มันไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นกติกาใหม่ของโลกที่ทุกภาคส่วนต้องขยับตัว แค่ความตั้งใจในการช่วยสิ่งแวดล้อมเฉยๆ มันไม่ยั่งยืน มันต้องเอาความตั้งใจนี้ ไปเชื่อมโยงกับ ผลตอบแทนที่จับต้องได้ พร้อมมาตรฐานรอบรับ ถึงจะทำให้ ความตั้งใจที่จะช่วยสิ่งแวดล้อมนี้ ประสบผลสำเร็จ


ด้วยเทคโนโลยีที่บรรจบกันระหว่าง Sustainbility และ Blockchain เราว่า Concept ของโครงการ “Blu Green Token” เป็น Project ที่น่าสนใจทีเดียว มันไม่ใช่แค่การระดมทุนทั่วไป แต่เป็นบันไดก้าวแรกในไทยที่นำแนวคิด Tokenization มาประยุกต์ใช้ร่วมกับ Blockchain โดยเฉพาะอ้างอิง สินทรัพย์สีเขียว (Green Assets) ที่มีมูลค่าสูงอย่าง “Blue Carbon” จากการฟื้นฟูและปลูกป่าชายเลน


ในมุมของนักลงทุน ท่ามกลางโอกาสในการสร้าง Impact และผลตอบแทนในอนาคต เหรียญนี้ซ่อนความเสี่ยงหรือกลไกทางการเงินอะไรที่เราต้องรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ? บทความนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกกัน


เริ่มแรก ทำไมเราต้องลงทุนกับ Blu Green Token ด้วยล่ะ ? เราอาจจะเข้าใจกันง่ายๆว่า ไปซื้อที่ดินแล้วปลูกป่า เก็บคาร์บอนก็ได้หนิ แต่มันไม่เหมือนกัน เพราะว่า Carbon Credit แถบป่าชายเลนให้ Blue Carbon Credit ที่มากกว่า Carbon Credit ทั่วไปที่อยู่แถบป่าบกหลายเท่า มันไม่ใช่จะหาซื้อและขายพื้นที่แถวนี้กันง่ายๆ


บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี (STCT) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท Ditto เขาเลยไปทำสัญญาระยะยาว 30 ปีกับภาครัฐ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้ด้วย และตกลงกันได้รับการจัดสรรคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นในเวลาของสัญญา สัดส่วน 90% สำหรับ STCT บริษัทลูกของ Ditto และ 10% จะจัดสรรคืนให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง


การเก็บคาร์บอนเครดิตในป่าบก กับบริเวณป่าชายเลนไม่เหมือนกัน ต้นไม้ที่ปลูกแถบป่าชายเลนจะซึมซับ Carbon ได้มากกว่าต้นที่ปลูกแถวป่าบกถึง 5-10 เท่า Carbon ที่กักเก็บได้แถวนี้ ถือว่าอยู่ใน Blue Carbon Ecosystem ราคาของ Blue Carbon สูงกว่า Carbon Credit ทั่วไป


เกมการเงินมันเริ่มตรงนี้ Project ปลูกป่าและฟื้นฟูตรงป่าชายเลนของ Ditto เขาใช้พื้นที่ป่าชายเลนอ้างอิง 17,531.04 ไร่ ปลูกและบำรุงรักษาโดยบริษัท STCT บริษัทลูกของบริษัท Ditto อีกที แต่ Project นี้ระดมทุนผ่าน ICO เหรียญชื่อว่า Blu Green Token โดยมีโครงสร้างการระดมทุน 7 ปี นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเงินต้น +3% ต่อปีแน่นอน หรือมากกว่านั้นถ้า ราคา tCo2eq ในปีที่ 5-7 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้


ถ้าถามเรา มันคือการโอนความเสี่ยงมาที่นักลงทุนที่ซื้อเหรียญ BLU ตอน ICO แหละ เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนจำกัด แต่หลังจากปีที่ 7 ที่เหรียญถูกซื้อคืนหมดแล้วตามเงินต้นที่นักลงทุนระดมทุนช่วงแรก อีก 23 ปีที่เหลือ STCT ก็จะได้ผลตอบแทนจากการขาย Carbon Credit 90% และ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 10% โดยที่เงินระดมทุนการปลูกป่า ฟื้นฟู Operation ตอนเริ่มโครงการ เป็นเงินจากพวกเรานักลงทุนทั้งหมด


โดยปกติแล้ว ป่าชายเลน 1 ไร่ จะดูดซับ Blue Carbon ได้ ~9.4 tCo2eq ต่อปี และด้วยป่าชายเลนอ้างอิงของ Ditto ที่ 17,531.04 ไร่

ถ้าคำนวณคร่าวๆ เราจะได้อย่างน้อยปีละ 164,000 tCo2eq แล้วถ้าเราคำนวณระยะเวลา 7 ปีของทั้งโครงการนี้ จะมากกว่า 1,000,000 tCo2eq


แต่ Ditto เขานำแค่เป้าหมายคงที่ 400,000 tCo2eq เท่านั้นมา Tokenize และ Carbon Credit ที่เหลือเป็น Buffer เครดิตสำรอง ป้องกันผลประโยชน์ของนักลงทุน เนื่องจากในความเป็นจริง Carbon Credit ภาคป่าไม้ มีความคาดเคลื่อนสูง หลายโครงการ มูลค่าคาดการณ์ Carbon Credit ที่จะได้แกว่งตัวประมาณ 20-50% ด้วยซ้ำ และยังมีความเสี่ยงหลายอย่าง ตั้งแต่ ภัยพิบัติ เช่นตอนน้ำท่วมที่สงขลา เดือน พ.ย. 2568 อัตราการรอดตายของป่ากล้าไม้ และ ปัญหาภูมิอากาศ ฯลฯ เขาจึงต้องเผื่อ Carbon Credit สำรองตรงนี้ 600,000+ tCo2eq กรณีที่ต้นไม้โตไม่ทัน หรือเกิดความคลาดเคลื่อนจากการประเมินหน้างานจริง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับนักลงทุน มีการคำนวณเผื่อความเสียหายกรณี Worst Case เอาไว้ เขาจะมีเงินแน่ๆเพื่อมาจ่ายผู้ลงทุน Token


รายละเอียด Blu Green Token สำหรับนักลงทุน


1 Token = 1 กิโลกรัมคาร์บอนฯ (kgCo2eq)
ราคา ICO หรือราคา Par อยู่ที่ 1.2 บาท / 1 Token
1,000 Token = 1 ตันคาร์บอน (tCo2eq)
เพราะฉะนั้น จาก 400,000 tCo2eq นับว่ามีทั้งหมด 400,000,000 Token


นักลงทุนรายย่อย สามารถลงทุนได้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 1,200 บาท หรือ 1,000 Token

ลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อโครงการต่อคน และลงทุนเพิ่มได้ทีละ 100 Token

จองซื้อกันได้ผ่าน TokenX Application : IOS / Android


ตารางการจ่ายผลประโยชน์จาก Blu Green Token



ปี 1 – ปีที่ 4 : นักลงทุนยังไม่ได้อะไรเลย

ปีที่ 5 : นำ Carbon Credit 10% คือ 40,000 tCo2e ขายออกสู่ตลาด

ปีที่ 6 : นำ Carbon Credit 10% คือ 40,000 tCo2e ขายออกสู่ตลาด

ปีที่ 7 : นำ Carbon Credit 80% คือ 320,000 tCo2e ขายออกสู่ตลาด


Blu Green Token หรือเหรียญ จะถูก Burn ตอนจ่ายให้นักลงทุนทุกครั้ง ผ่าน Smart Contract ที่ Code อยู่บน Blockchain “TKX” Blockchain นี้พัฒนาโดย บริษัท TokenX ภายใต้ บริษัท ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB นั่นเอง มันไม่ใช่ Proof of Work แบบ Bitcoin หรือ Proof of Stake แบบ Ethereum แต่มันคือ Proof of Authority (PoA) ที่การบันทึกบน Blockchain ใช้ความน่าเชื่อถือหรืออำนาจของผู้ตรวจสอบ (Validators) เป็นเครื่องค้ำประกัน


ในเรื่องของความปลอดภัยทางไซเบอร์ STCT เคลมว่ามีการตรวจสอบช่องโหว่ทางโค้ดแล้วระดับหนึ่ง แต่นี่ก็ยังนับเป็นความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนเหมือนกัน ถ้ากฎใน smart contract ถูกโจมตีโดย Hacker เขาสามารถเขียน Code เลือกขาย Token ออกไม่ได้ หรือขายเร็วก่อนกำหนดเพื่อ Dump หรือ โอนไปกระเป๋าอื่นเลยก็ได้ ส่วนในกรณีของ Validator อาจเลือกที่จะนำข้อมูลผิดหรือบิดเบี้ยวบันทึกลง Blockchain นักลงทุนอาจเสียประโยชน์จากตรงนี้ได้เช่นกัน นี่คือความน่าจะเป็นที่สามารถเกิดขึ้นได้


ผลตอบแทนที่คาดหวังตามหนังสือชี้ชวนที่ได้แจ้งไว้


🌿 Best Case (กรณีดีที่สุด) IRR ~ 20.04% ต่อปี

Blue Carbon ในตลาดโลกพุ่งสูงกว่าที่คาดการณ์


🌿 Base Case (กรณีฐาน) IRR ~ 10.35% ต่อปี

1875-2462 บาท/ต้น อ้างอิงจาก งานวิจัย AWR Lloyd


🌿 Worst Case (กรณีที่แย่ที่สุด) IRR ~ 3% ต่อปี

ผู้ออกโทเคน STCT ไม่สามารถจ่ายเงินได้ กรณีภัยพิบัติ

โครงการล้มเหลว ขายเครดิตไม่ได้ บริษัทแม่ Ditto จะเข้ามาคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย 3% แบบทบต้น


ราคา Blue Carbon ในตลาดจริง อนาคต มีโอกาสผันผวนสูง

และอาจไม่เป็นไปตาม Base Case ที่แจ้งไว้ คือ IRR ไม่ถึง 10.35% ได้

ถ้าดูจากราคา Blue Carbon ตั้งแต่ปี 2024 ถึงปลายปี 2025 ราคา Blue Carbon ต่อ tCo2eq แทบไม่ขยับเลย และอยู่ที่ประมาณ ~30$ / tCo2eq หรือประมาณ 900-1,000 บาทเอง ซึ่งราคาประมาณเดียวกับตอนปี 2022

การที่ประเมินว่า 5 ปีถัดจากนี้ ราคาจะอยู่ที่ 1,875-2,462 บาทต่อ tCo2eq ก็ยังเป็นอะไรที่ดูไม่สมเหตุสมผล จากตัวเลขแนวโน้มที่เห็นล่าสุด

นี่คือความเสี่ยง Carbon Price ที่นักลงทุนยังต้องรับให้ได้


ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้มีพื้นที่โครงการป่าไม้อ้างอิงตามมาตรฐานทั้ง T-Ver และ Premium T-Ver ด้วยสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน

สิ่งนี้กระทบกับราคาขายคอร์บอนจริงๆในตลาด


T-Ver และ Premium T-Ver คืออะไร ต่างกันอย่างไร


T-Ver ย่อมาจาก Thailand Voluntary Emission Reduction Program หรือ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย Carbon Credit ตามมาตรฐานนี้ จุดประสงค์เพื่อชดเชยคาร์บอนเครดิตในไทยเท่านั้น


ส่วน Premium T-Ver เป็น Carbon Credit มาตรฐานระดับคุณภาพสูง เพิ่มเกณฑ์ให้เข้มงวดเพื่อเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานสากล มีเกณฑ์เพิ่มสำหรับประเมินความยั่งยืน ผลกระทบด้านลบ และความเสี่ยงจากการสูญเสียคาร์บอน อย่างไฟไหม้ป่า เป็นต้น


สรุปก็คือ โครงการมาตรฐาน Premium T-Ver จะสามารถขาย Carbon Credit ให้ตลาดต่างประเทศได้โดยตรง

ในขณะที่ โครงการป่าไม้อ้างอิงที่ใช้มาตรฐาน T-Ver จะต้องขาย Carbon Credit ให้กับองค์กรที่ต้องใช้ Carbon Credit ในประเทศเท่านั้น ในทางปฏิบัติจะขายให้กับต่างประเทศยากมาก เพราะเกณฑ์ยังเคร่งครัดไม่พอ


สำหรับ Blu Green Token เอง โครงการอ้างอิงเป็นป่าชายเลนแบ่งออกเป็น 2 มาตรฐาน คือ ตามมาตรฐาน T-Ver 90% (~16,000 ไร่) และ Premium T-Ver 10% (~1,500 ไร่) ตามใน ตาม Whitepaper ส่วนที่ 1.5



ซึ่งราคา tCo2eq ของ Premium T-Ver สูงกว่า T-Ver ประมาณ 1-2 เท่า นี่คือปัญหาสภาพคล่อง ที่ราคาและปริมาณซื้อขายอาจไม่มากพอเมื่อถึงเวลาที่ต้องขาย Carbon Credit ออกในปีที่ 5 – ปีที่ 7


ความเสี่ยงอื่นๆสำหรับนักลงทุน Blu Green Token


ดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ผู้คนอาจจะเลือกเทขาย Blu Green Token เพื่อไปซื้อตราสารหนี้ในตลาดในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะเขาได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยดีกว่าและความเสี่ยงจากผู้ออกตราสารหนี้ยังต่ำกว่าด้วย


อย่างไรก็ตาม นักลงทุนคนที่ซื้อตอน ICO ที่ 1.2 บาท / Token สามารถเลือกที่จะขายในตลาดรองสำหรับซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตัล อย่าง Bitkub, Kucoin Thailand หรือ Binance TH ได้ หรือถ้าไม่ทันซื้อ ICO ช่วงแรก ซื้อในตลาดรองแล้วไปขายในเวลาต่อมา ถ้าเลือกขายสินทรัพย์ Digital แล้วได้กำไร นักลงทุนก็ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรตรงนี้ ในช่วงปี 2568-2572 ในฐานะนักลงทุน ถ้าเราลงทุนซื้อ ICO ที่ราคา 1.2 บาท / Token แล้วเมื่อเหรียญเข้าตลาดรอง Digital Exchange ส่วนตัวถ้าราคาเกินกว่า 10%++ มันก็สมเหตุสมผลที่จะขายออกมาแล้ว เพราะมันคือ IRR กรณีฐานที่หนังสือชี้ชวนประเมินเอาไว้ แล้วเราก็ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพิ่มด้วย


แต่ถ้าใครซื้อเหรียญ Blu Green Token ที่ ICO แล้วตัดสินใจถือไปขายหลังปี 2572 นับเป็นปีที่ 3 ต่อจากปีนี้ ก็ยังไม่มีโอกาสได้เงินจากการขายคาร์บอนเครดิตในตลาดอยู่ดี แล้วถ้ากำไร ก็ต้องนำไปรวมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย ส่วนคนที่อยากรอปีที่ 5 เพื่อให้บริษัทขายคาร์บอนเครดิตออกมา 10% ตามตารางผลประโยชน์ที่บริษัท STCT แจ้ง เงินได้ของนักลงทุนก็จะโดนหัก ณ ที่จ่าย 15% อยู่ดี ตามมาตรา 40(4)(ซ)


Blu Green Token เหมาะสมกับใคร ไม่เหมาะสมกับใคร


Token นี้เหมาะสมกับ

• นักลงทุนระยะยาว (7-9 ปี) ต้องใช้เงินเย็นและมั่นใจว่า

ไม่ต้องถอนมาใช้ใน 4 ปีแรก เพราะเราจะไม่ได้กระแสเงินสดอะไรเลย

• นักลงทุนชื่นชอบการลงทุนแนวรักษ์โลก (ESG/Impact Investing) และต้องการสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีของ Thai ESG พร้อมรับโอกาสสร้างกำไร 10-20% โดยมีส่วนค้ำประกันเงินต้นไม่ให้หายไปพร้อมกับ 3% ต่อปีจ่ายโดยบริษัท Ditto


Token นี้ไม่เหมาะสมกับ

• นักลงทุนเน้นเก็งกำไรระยะสั้น ต้องการกระแสเงินสดเข้ามาทุกปี

• นักลงทุนที่ต้องการสินทรัพย์สภาพคล่องสูงพร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดได้


สรุปๆ ถ้ามีเงินเย็นมากๆสำหรับพอร์ตระยะยาว น่าสนใจสำหรับคนที่รักษ์โลก รักษ์ป่าไม้ ☘️

เพราะ Downside ต่ำ เนื่องจากมีการค้ำประกันผลตอบแทนอย่างน้อย 3% จากบริษัท Ditto ส่วนความเสี่ยงด้านคู่สัญญาที่ Ditto จะเบี้ยวผิดชำระก็ต่ำ


ถ้าเรา zoom ดูตัวเลขทางการเงินของบริษัท Ditto แล้ว ก็ไม่ได้มีปัญหาทางการเงินอะไร ค่อนข้างแข็งแกร่งเลยทีเดียว

ข้อมูลด้านล่างนี้อ้างอิงจาก StockAnalysis


D/E = 0.02
อัตรากำไรสุทธิ = 18.32%
P/E = 15.53
P/S = 2.84
อีกทั้งรายได้ยังเติบโตทุกปีอีกด้วย


Token นี้กำลังจะมีแผน ICO จริงๆในช่วง กรกฎาคม-กันยายน 2569 ปีนี้ สำหรับใครที่สนใจก็เข้าไปจิ้มเป็นกรณีศึกษาได้ แต่สำหรับเรา

ความเสี่ยงที่บอกไปมันมากกว่าโอกาส Base Case ที่เขาประเมินได้ IRR ~ 10.35%

ความเสี่ยงที่เขียนใน whitepaper นั้นมีหลากหลายมาก ความน่าจะเป็นที่จะเกิดแต่ละเคสก็สูง ถ้าเฉลี่ยแล้วโอกาสยังไม่น่าคุ้มความเสี่ยงตรงนี้ด้วยซ้ำ ถ้าจะให้คาดหวัง เราจะคาดหวังเกิน 100% มันถึงจะคุ้มที่จะถือจนสุดปีที่ 7


ปล. ทั้งหมดที่เขียนมา มีข้อดีและข้อเสีย ด้วยข้อเสีย เราไม่ได้มีเจตนาโจมตีโครงการ เป็นแค่การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของนวัตกรรมใหม่ๆที่เข้ามา เราดีใจที่มีกลุ่มคนพยายามจะนำนวัตกรรมมาเปลี่ยนโลกเพื่อพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น แต่ทุกการพัฒนายังมีช่องโหว่เสมอ การคุยและวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์จะช่วยให้เกิดโครงการใหม่ๆที่ดีขึ้นเรื่อยๆ 😃


สำหรับใครที่อยากฟังวิเคราะห์ฉบับเต็ม ดูตาม Video ตรงนี้ได้เลย



ขอบคุณแหล่งข้อมูล:

https://www.sdthailand.com/…/blue-carbon-ecosystem…

https://www.opis.com/…/high-costs-geopolitical-risks…


Application TokenX

https://apps.apple.com/…/token-x-future-of…/id1634585786

Whitepaper & Prospectur

https://blufinance.co/en/whitepaper-en

, ,

Leave a Reply

Discover more from BEW'S FORESIGHT

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading