WiFi บ้านเรา อาจเป็น “กล้องวงจรปิดล่องหน”
ที่ระบุตัวตนเราและสิ่งแวดล้อมได้แม่นยำ
เรื่องนี้ ตามมุมมองเรา มันเหมือนเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างน่ากลัวเอาเรื่อง
มันเกิดขึ้นจากการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ จากสิ่งที่มีอยู่แล้วในบ้านเรา
ปกติแล้ว หลักการของ Wifi Router (อุปกรณ์กระจายสัญญาณ Internet)
คือ เริ่มรับสัญญาณจากผู้ให้บริการ แล้วแปลงเป็นสัญญาณคลื่นวิทยุ และปล่อยกลับไปที่ Smartphone, Notebook, Smart TV เพื่อใช้งานอย่างที่เราดู Netflix, Youtube หรือใช้ Wifi ในมือถือ
แต่มีผลงานวิจัย จากนักวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี Karlsruher Institut für Technologie (KIT) ประเทศเยอรมันออกมา ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ว่า WiFi ธรรมดาที่เราใช้ตามบ้าน ตาม Cafe หรือตามห้องสรรพสินค้า
สามารถดักจับ มนุษย์ พฤติกรรม และ ระบุตัวตนคนที่เดินผ่าน ได้อย่างแม่นยำ โดยมนุษย์ที่อยู่ในรัศมีคลื่นวิทยุ ไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์สื่อสาร หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ Wifi เลยแม้แต่เครื่องเดียว
เขาทำได้ยังไง !? แอ๊ดจะมาเล่าให้ฟัง ..
โดยหลักการของ Wifi Router มันจะส่งสัญญาณคลื่นวิทยุไปที่อุปกรณ์รับสัญญาณต่างๆในห้อง คลื่นวิทยุจะมีการสะท้อนเด้งกลับไปมาเมื่อกระทบกับพื้นผิวของสิ่งต่างๆในห้อง ทีนี้ เราให้ WiFi Router ทำหน้าที่เหมือน ดวงตา AI

คลื่นวิทยุ จะสะท้อนกับร่างกายและสร้างรูปแบบสัญญาณที่เปลี่ยนไปตามรูปร่าง
ท่าทางการเดิน และขนาดตัวของแต่ละคน (เรียกว่า Beamforming Feedback Information หรือ BFI) หลังจากนั้นก็เก็บข้อมูล Pattern ตรงนี้ และใช้ AI วิเคราะห์ Data เพื่อคำนวณความน่าจะเป็น เรียนรู้ และสร้าง Pattern วิเคราะห์เพื่อสร้าง “ภาพจำลอง” ของบุคคลนั้นขึ้นมา ซึ่งหลังจากระบบได้รับการฝึกฝนแล้ว มันจะใช้เวลาเพียง “ไม่กี่วินาที” ในการระบุว่าคนที่เดินผ่านคือใคร ![]()
การตรวจจับมนุษย์ และสิ่งของตรงหน้า กล้องวงจรปิดทั่วไป จะใช้ คลื่นแสง แต่กรณีของ WiFi ใช้แค่ “คลื่นวิทยุ” ก็ตรวจจับได้
หลายคนอาจจะเริ่มสงสัย แล้ว มันจะแม่นยำไหม หรือข้อจำกัดอะไรบ้าง
ผลวิจัยออกมา ยืนยัน ความแม่นยำเกือบ 100% ไปอีก !!
ผลทดสอบที่ออกมาแม่นยำจนเกิดประเด็นที่น่ากลัวอย่าง ปัญหาความเป็นส่วนตัว (Privacy Concern) นักวิจัยแจ้งว่า WiFi สามารถระบุ คน 197 คน เกือบ 100% สมบูรณ์แบบ และระบุ “คน” ไม่ว่าเขาจะยืนมุมไหน ทำอะไรในห้อง หรือเดินแบบไหน
และที่สำคัญ ผู้ทดลอง ไม่จำเป็นต้องพกเครื่องมือหรืออุปกรณ์รับ Wifi อะไรเลย
ที่สำคัญ สัญญาณ BFI ตรงนี้ ไม่ได้ถูกเข้ารหัสลับไว้ด้วยสิ !!
ข้อมูลของสัญญาณนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเวลาที่เราเข้า WiFi บ้านเราแล้วใส่รหัสผ่าน
จุดนี้เลยเป็นช่องโหว่ให้เกิดภัยทางไซเบอร์ได้ ในกรณีที่มีการใช้ระบบ AI และเทคโนโลยี Machine Learning จะเข้ามาดักเก็บข้อมูลของคนที่ใช้ WiFi
นี่คือ ภัยคุกคามต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว (Privacy Threat) ของประชาชนทั่วไป
ถ้าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยแฮกเกอร์ (Cybercriminals) หรือรัฐบาลเผด็จการ ใช้สอดแนมประชาชนอย่างลับๆ อาจนำไปสู่การออกกฎหมายควบคุมด้าน Privacy ที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต และจำกัดสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์ควรจะได้รับ
เทคโนโลยีใหม่ ถึงแม้ว่ามันจะน่ากลัว แต่มันมาพร้อมกับ โอกาสของหุ้นอีกกลุ่ม และความเสี่ยงต่อหุ้นหรืออุตสาหกรรมอีกกลุ่มเสมอ .. ในฐานะนักลงทุน มันคือการเช็คว่า Thesis การลงทุนเดิม หรือ Position ของเรายังแข็งแกร่งอยู่ไหม
หากเทคโนโลยีนี้ถูกใช้ในเชิงพาณิชย์ และภาครัฐอย่างแพร่หลาย จะส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจ หุ้น และสร้างความเสี่ยงต่อบางอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ตามนี้เลย
ใครได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้บ้าง?
- หน่วยงานความมั่นคงและรัฐบาล
ใช้ติดตามผู้ต้องสงสัย ผู้ก่อการร้าย หรือควบคุมฝูงชนในพื้นที่สาธารณะได้โดยไม่ต้องพึ่งพากล้องวงจรปิด (CCTV) เพียงอย่างเดียว และตรวจจับได้แม้เป้าหมายจะปิดมือถือเพื่อพรางตัว - ธุรกิจค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า
สามารถติดตามพฤติกรรมลูกค้า ได้อย่างแม่นยำ รู้ว่าลูกค้าคนไหนเดินไปโซนไหน บ่อยแค่ไหน เพื่อใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อและยิงโฆษณาได้ตรงจุด โดยไม่ต้องขอให้ลูกค้าต่อ WiFi หรือดาวน์โหลด Application - ระบบบ้านอัจฉริยะและการดูแลผู้สูงอายุ
WiFi Router ในบ้านสามารถตรวจจับได้เลยว่า มีคนล้ม ผู้บุกรุก หรือระบุได้ว่าใครอยู่ในห้องไหนเพื่อปรับอุณหภูมิและแสงไฟให้เหมาะกับบุคคลนั้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องติดตั้งกล้องที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวในห้องนอนหรือห้องน้ำเลย
หุ้นกลุ่มไหนได้ประโยชน์?
- หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Analytics
บริษัทที่พัฒนาโมเดล Machine Learning ในการวิเคราะห์คลื่นวิทยุและพฤติกรรมมนุษย์ จะเป็นผู้แปรรูปข้อมูลดิบจากเราเตอร์ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงอินไซต์ที่มีมูลค่ามหาศาล - หุ้นกลุ่มผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่าย WiFi และ Router
เช่น Cisco, Netgear หรือผู้ผลิต Chip Set ระดับโลกที่จะสามารถอัปเกรดฟีเจอร์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ให้ Router ธรรมดากลายเป็น “Sensor ตรวจจับอัจฉริยะ” และเปิด Business Model ใหม่สร้างรายได้แบบสมัครสมาชิก (Subscription) ในการขาย Software วิเคราะห์ข้อมูล - หุ้นกลุ่มความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity)
ผลงานวิจัยบอกว่า ข้อมูลโครงสร้างคลื่น (BFI) ส่งสัญญาณแบบไม่ได้เข้ารหัส (Unencrypted) สิ่งนี้ทำให้เกิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยขนาดใหญ่ บริษัท Cybersecurity จะได้อานิสงส์จากการเข้ามารับงานเข้ารหัสระบบ WiFi และป้องกันการดักฟัง (Eavesdropping)
ภัยคุกคามต่อหุ้นกลุ่มไหน? (Threat to Which Sectors?)
- หุ้นกลุ่มผู้ผลิตกล้องวงรปิดและระบบตรวจจับภาพ (Traditional CCTV & Facial Recognition)
เทคโนโลยีนี้ทำหน้าที่แทนกล้องได้ในระดับหนึ่ง โดยมีข้อดีกว่าคือ “ทะลุกำแพงได้ ทำงานในที่มืดได้ และไม่มีจุดบอด (Blind Spots)” เพราะไม่ได้ใช้คลื่นแสง แต่เป็นคลื่นวิทยุ ทำให้ความจำเป็นในการติดตั้งกล้องวงจรปิดราคาแพงหรือระบบสแกนใบหน้าตามมุมตึกอาจลดลง - ธุรกิจแพลตฟอร์มโฆษณาออนไลน์และแอปพลิเคชัน (Mobile Advertising/Data Brokers)
ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้พึ่งพาข้อมูล Location จากการที่ผู้ใช้เปิด Bluetooth, GPS หรือต่อ WiFi ในห้าง ถ้าห้างสรรพสินค้าสามารถใช้ WiFi ตรวจจับตัวตนและพฤติกรรมได้เองโดยตรง บทบาทของตัวกลางในการเก็บข้อมูลพิกัดผ่านแอปพลิเคชันอาจถูกลดทอนความสำคัญลง - ธุรกิจฮาร์ดแวร์เซนเซอร์เฉพาะทาง (Specialized IoT Sensors)
เช่น เซนเซอร์นับจำนวนคน (People Counter) หรือเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวตามอาคารสำนักงาน (Motion Sensors) จะถูกทดแทนด้วยเราเตอร์ WiFi เครื่องเดียวที่ทำหน้าที่ได้ครบวงจรและฉลาดกว่าเดิม
จากรายละเอียดด้านบน เพื่อนๆน่าจะพอเห็นภาพแล้วว่า มันจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหุ้นกลุ่มไหน และใครเสียประโยชน์บ้าง
ทีนี้ เราจะขอยกตัวอย่าง 5 หุ้นที่เป็น Winner กับ Losers ถ้าเทคโนโลยีด้านบนเกิดนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์จริงๆ เพื่อเอามา Challenge Investment Thesis ของหุ้นตัวที่เพื่อนๆถืออยู่

และสำหรับ คนที่ไม่ลงทุนหุ้น แต่ลงทุนใน ETF ก็สามารถดู ETF ที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ 3 ETF ด้วยกัน คือ IGNM, CIBR และ BOTZ สรุปไว้ให้ตามรูปแล้ว

สุดท้ายนี้ ขอเน้นย้ำว่า นวัตกรรมใหม่ๆมีประโยชน์
แต่เหรียญมักมี 2 ด้านเสมอ ด้านที่เป็นประโยชน์
อย่างทางการแพทย์ การจับผู้ร้าย หรือระบบ Smarthome อย่างการตรวจจับผู้สูงอายุล้ม แต่อีกด้านที่น่ากลัว คือในมุมของสิทธิความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยส่วนตัว
มันคือ .. สัญญาณเตือนว่า “กำแพงบ้านธรรมดา”
อาจไม่สามารถปกป้องเราจากการถูกสอดส่องได้อีกต่อไป
แล้วเพื่อนๆคิดว่าไงกัน Comment มาคุยกันได้เลยน้าา 😀




ใส่ความเห็น