ถ้าใครลงทุนในหุ้น จะเห็นว่า หุ้นที่เกี่ยวกับ การสร้าง Data Center เพื่อใช้ AI

อุปกรณ์ Electronics ที่ใช้ในส่วนประกอบ AI อย่าง หุ้น Semiconductor Chip จาก Nvidia อุปกรณ์เก็บความจำแบบประมวลผลสูง High-Bandwidth Memory แบบ Micron ล้วนเติบโตขึ้นเกินกว่า 100% ในปีที่ผ่าน


จากเว็บ Statista เขาได้คาดว่า ทั่วโลกจะเร่งกันลงทุน โครงสร้างพื้นฐานทาง AI มากขึ้นเกือบ 3 เท่าในเวลาอีก 4 ปีข้างหน้า



นี่คือ ก้าวที่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เป็นผู้นำด้าน AI อย่าง Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต้องเดิน และถอยหลังไม่ได้เลย ไม่งั้นจะถูกทิ้งท้าย เขาไม่ได้เป็นแค่บริษัทเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ที่แข่งกันเองแล้ว แต่พวกเขายังต้องแข่งกับ กลุ่ม AI จากประเทศจีน และประเทศพัฒนาอื่นๆที่พัฒนา Sovereign AI ขึ้นมาใช้ในประเทศตัวเอง เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลนอกประเทศ


คำถามต่อมา คือ บริษัทลงทุนเพิ่มเกือบ 3 เท่าใน อีก 4 ปีข้างหน้า แล้วพลังงานที่เราใช้กันในแต่ละประเทศ มันพอไหมสำหรับรองรับการรัน AI บน Data Center อันนี้


รูปด้านล่าง คือ อัตราการบริโภคพลังงานของ ทั่วโลก จีน และ สหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นแค่ 2 เท่าใน 10 ปีข้างหน้า ถ้าเทียบกับ งบประมาณที่ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากตัวเลขการทำนาย งบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทาง AI แล้ว เพื่อนๆอาจจะมีคำถามว่า แล้วพลังงานโลกที่มีอยู่ตอนนี้ จะพอจริงๆหรอ ?!


จากรูป จะเห็นว่าปัจจุบัน พลังงานส่วนใหญ่ที่ Data Center ใช้ ยังเป็น พลังงานจากถ่านหินและแก๊สธรรมชาติอยู่ แต่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า พลังงานจะเปลี่ยนเป็น พลังงานทดแทน (Renewable Energy) อย่าง พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำมากขึ้น


ดูจาก อัตราการเจริญเติบโตของงบลงทุน VS อัตราการบริโภคพลังงาน ไม่พอแน่ๆ

สิ่งนี้ มีการ confirm จากบทสัมภาษณ์ พี่ Mark Zuckerburg เจ้าของ Meta


เขาเคยกล่าวว่า “พลังงาน” ไม่ใช่ “พลังงานการประมวลผล” จะเป็น คอขวดของโลกที่ใช้ AI กันมากขึ้น


เป็นเพราะ “ความล่าช้าจากกฎระเบียบและการอนุมัติของรัฐในแต่ละประเทศ”

การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ หรือ การวางสายส่งไฟฟ้าผ่านพื้นที่ต่างๆ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อบังคับของรัฐบาลอย่างเข้มงวด เลยต้องใช้เวลาในการดำเนินการและอนุมัตินานหลายปี (Lead time) ดังนั้นโครงการสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับพลังงานมหาศาลขนาดนี้จึงเป็นโครงการระยะยาว


อ้างอิงจาก ช่อง Dwarkesh Patel
https://www.youtube.com/watch?v=i-o5YbNfmh0


จากข้อมูลที่ แอ๊ดบิวไปดูมา

การสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย การวางระบบ Grid บางกรณีใช้เวลา 5-15 ปี

โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ใช้เวลาพัฒนา 6-15 ปีขึ้นไป กว่าจะสร้างเสร็จ ขอใบอนุญาต และปฏิบัติตามกฎข้อกำหนดในแต่ละประเทศ

พลังงานทดแทน จากแสงอาทิตย์และลม ใช้เวลาค่อนข้างน้อยสุดในการสร้าง 1-5 ปี


เพื่อโลกจะเดินหน้าต่อไป เศรษฐกิจจะเจริญเติบโตต่อไป และไม่ถอยหลังระหว่างปีต่อๆไป ยังไงก็แล้วแต่ โลกต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อมนุษยชาติ !!!!!


Nikolai Kardashev นักดาราศาสตร์ชาวโซเวียต เคยกล่าวว่า


พลังงานคือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ช่วยขับเคลื่อนให้อารยธรรมรุดหน้าไปได้ และมนุษยชาติอย่างพวกเรา… เพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้นเอง


และหลักฐานจากสิ่งที่กล่าวมา ก็เป็นเรื่องจริง เมื่อเราหากราฟความสัมพันธ์ระหว่าง การใช้ไฟฟ้า กับรายได้ต่อหัว



ประเทศที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด เป็นประเทศที่มีมูลค่า GDP ต่อหัวเยอะที่สุด


สำหรับเพื่อนๆคนไหนยังงงว่า GDP คืออะไร มันก็คือ Gross Domestic Product เป็นเสมือน ตัววัดรายได้รวมของสินค้าและบริการในประเทศ ถ้าผู้คน หรืออุตสาหกรรม สามารถผลิตของ ขายสินค้าหรือบริการ หรือกระทั่ง ส่งออกไปนอกประเทศได้เยอะ GDP ของประเทศก็จะเยอะด้วย


ในมุมขวาบนของกราฟ คือประเทศ Norway นั่นเอง และรองๆลงมา มี ประเทศสหรัฐอเมริกา, Ireland, ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น จีน


สิ่งที่เราสังเกตได้คือ ประเทศกลุ่มที่เราพูดถึงข้างต้น เป็น ประเทศที่ “พัฒนาแล้ว”


นี่เป็นการบอกแค่ว่า “มนุษย์” เรายังต้องใช้ “พลังงาน” เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนะ เพื่อพัฒนาประเทศให้รายได้เยอะขึ้น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้เยอะขึ้น และ “อารยธรรม” ที่ก้าวหน้าขึ้นด้วย


เพราะฉะนั้น สิ่งที่มัน ควรและต้องเกิดขึ้นในอนาคต คือ


“ต้นทุนพลังงานต้องถูกลง จาก การค้นพบพลังงานใหม่ การนำพลังงานเดิมไปใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น กักเก็บพลังงานได้เยอะและนำมาใช้โดยแทบไม่สูญหาย”


เพราะพลังงานที่ถูกลง จะตอบโจทย์ ต้นทุนของการขยายอุตสาหกรรมยุคใหม่ ที่ต้องใช้ AI เข้ามาในทุกองค์กร หรือใช้ AI เพื่อเป็นสมองของแขนกล หุ่นยนต์ Smart Factory


ทีนี้ เรามาลองมองภาพโลกในอุดมคติดู โลกที่มีพลังงานเหลือใช้

เหลือสำหรับเทคโนโลยีทุกอย่าง สำหรับขุด Bitcoin ฯลฯ

มันจะเป็นภาพแบบไหน เพื่อให้เพื่อนๆมองเห็น Future of Impossible but Possible


ก่อนหน้านี้ เราได้พูดถึง นักดาราศาสตร์ Nikolai Kardashev

เขาคนนี้ เคยนำเสนอ The Kardashev scale เป็นทฤษฎีที่ใช้วัดระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอารยธรรมสิ่งมีชีวิต “ทรงภูมิปัญญา”
เขาได้แบ่งอารยธรรมออกเป็น 3 แบบ



📍 ประเภทที่ 1 : Type I

อารยธรรมที่สามารถเข้าถึงและกักเก็บพลังงานทั้งหมดที่มีอยู่บนดาวเคราะห์ของตัวเองเพื่อนำมาใช้งานได้


📍 ประเภทที่ 2 : Type II

อารยธรรมที่สามารถควบคุมและดึงพลังงานจากดาวฤกษ์ดวงแม่ เช่น ดวงอาทิตย์ มาใช้ได้โดยตรง


📍 ประเภทที่ 3 : Type III

อารยธรรมที่สามารถควบคุมพลังงานทั้งหมดภายในดาราจักร (Galaxy) ของตนเองเพื่อใช้ในการเดินทางข้ามดวงดาว


ตอนนี้ “โลก” กำลังก้าวเข้าสู่ Type I แต่ยังไม่เต็มตัว
เรายังไม่สามารถเข้าถึงพลังงานที่มีอยู่บนดาวเคราะห์ของตัวเองได้ทั้งหมด

แหล่งยูเรเนียมก็ยังเหลือใช้อยู่ ยังไม่นำไปใช้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ได้ทั้งหมด

ยังมีหลายประเทศกังวลเรื่องสารกัมมันตภาพรังสี ถ้าตั้งโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์บนโลกเรา Solar Cell ปัจจุบัน ก็ยังกักเก็บได้ไม่ถึง 50% ของทั้งหมดเลย นอกจากนี้ พลังงานใต้พิภพบางอย่าง ก็ยังไม่ถูกค้นพบ


สิ่งนี้ มันแปลว่า พลังงานในอนาคตยังเหลือเฟือมากๆ ไม่มีหรอกคอขวดพลังงาน “ถาวร” มีแค่ คอขวดทางพลังงาน ชั่วคราว และถ้าเทคโนโลยีของเรา ก้าวผ่านจุดที่สามารถเก็บพลังงานได้ทั้งดาวเคราะห์ ราคาพลังงานอาจจะไม่ได้แพงอย่างที่เราคิด และเศรษฐกิจ อารยธรรมมนุษย์ก็จะก้าวหน้าไปอีก


ใส่ความเห็น

RELATED CONTENT